แค่ปรับการกิน ก็สามารถป้องกันและบำรุงร่างกายจาก NCDsและภูมิแพ้ได้

ลองฟังวิธีการปรับเปลี่ยนอาหารเพื่อป้องกันโรค

ที่แนะนำโดยนักโภชนาการ

กินอย่างไรให้ห่างไกลโรค ลองไปฟังนักโภชนาการ

คุณภูวศิษย์ อัครโชคภัคพงศ์

Menu

-เทคนิคในการปรับเปลี่ยนวิธีการกิน

-ทำไมนักโภชนาการถึงแนะนำกระเทียมดำ Benega

-เคล็ดลับของกระเทียมดำ Benega

-คุณสมบัติเฉพาะของกระเทียมดำ

-ใครบ้างเหมาะกับการทานกระเทียมดำ Benega

เชื่อไหม? ว่าความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบตัน ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคหัวใจ รวมไปถึงมะเร็ง หรือที่เค้าเรียกกันว่าโรค NCDs สามารถป้องกันหรือบำรุงให้ดีขึ้นได้ เพียงแค่ปรับอาหารที่กินเข้าไป อะไรที่กินแล้วไม่ดี เช่นอาหารประเภท “หวานจัด เค็มจัด ไขมันสูง” เราก็กินให้น้อยลง และหันมากินอาหารที่ช่วยบำรุงสุขภาพของเราได้

พูดดูเหมือนง่ายใช่ไหม? แต่ในความเป็นจริงแล้ว การควบคุมอาหารการกินนั้น ยากพอ ๆ กับการบังคับตัวเองให้ไปออกกำลังกายทุกวันเลยล่ะ

สั่งซื้อกระเทียมดำ Benega เลย
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ กระเทียมดำ Benega

นักโภชนาการ คุณภูวศิษย์ อัครโชคภัคพงศ์

เทคนิคในการปรับเปลี่ยนวิธีการกิน เพื่อลดอาหารประเภท หวานจัด เค็มจัด ไขมันสูง เพื่อป้องกันโรคและบำรุงร่างกายอย่างง่ายมีอะไรบ้าง?

ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า การกินอาหารที่ไม่เหมาะสม เช่น อาหารประเภท หวานจัด เค็มจัด ไขมันสูง จะเป็นสาเหตุของการเกิดโรคกลุ่ม NCDs เช่น ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบตัน ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน โรคหัวใจ รวมไปถึงมะเร็งด้วย

จากงานวิจัยพบว่า 2 สาเหตุหลักของการที่เราไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินได้ เป็นเพราะ

1.การที่เราไม่สามารถหักห้ามใจตัวเองได้เมื่อมีสิ่งมากระตุ้นหรือมีสิ่งเร้า หรือเรียกอีกอย่างว่า “ความอยากอาหาร”

และ 2.คือการขาดความรู้ในการบริโภคอาหารที่ถูกต้อง

แนวทางของการลดความอยากอาหารและความรู้ในการ

บริโภคอาหารอย่างถูกต้องเป็นอย่างไร?

1.เลือกกินอาหารที่ดีมีประโยชน์

เช่นอาหารที่มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ หวานน้อย ผักหรือผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำ แต่มีกากใยสูง เป็นต้น โดยวิธีนี้จะเป็นการเพิ่มอาหารที่มีประโยชน์เข้าไปในมื้ออาหาร และลดอาหารจำพวก หวานจัด เค็มจัด ไขมันสูง ออกจากในมื้ออาหารอย่างค่อยเป็นค่อยไป

 เริ่มต้นง่าย ๆ โดยให้แบ่งจานอาหารแต่ละมื้อเป็น 4 ส่วนก่อนครับ และตัดอาหารที่ไม่ดีออกไป 1 ส่วน แล้วค่อยเพิ่มอาหารที่ดีเข้าไปแทน ปรับไปเรื่อย ๆ จนกว่าได้อาหารที่ดีครบทั้ง 4 ส่วน

*เข้าใจว่าอาหารบางอย่างที่ดีต่อสุขภาพ มักจะไม่ค่อยถูกปากเราเท่าไหร่ เดี๋ยวจะบอกตอนท้ายว่าอาหารอะไรบ้างที่ควรเพิ่มเข้าไปในมื้ออาหาร เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดโรค NCDs ได้ง่าย

2.หยุดหรือลดการกินจุบกินจิบ

สำหรับใครที่ติดกินของจุบจิบหรือของว่างระหว่างมื้อ มันจะทำให้เราเคยชินกับการที่ต้องมีอะไรเข้าปากอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถหยุดกินได้ แนะนำให้ลดปริมาณของอาหารว่างระหว่างมื้อลงไปก่อน ค่อย ๆ ปรับลด จนเราสามารถหยุดกินจุบจิบได้

*อีกวิธีนึงก็คือ ให้หันมาเคี้ยว “หมากฝรั่ง” แทนการกินของว่างก็สามารถช่วยลดความอยากอาหารได้นะ

3.ดื่มน้ำเปล่าแทนการดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลม

สำหรับใครดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลมจนติดแล้ว เลิกไม่ได้ ให้เริ่มจากการปรับเป็นการดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลม สลับกับการดื่มน้ำเปล่า

เช่น ถ้าเราดื่มน้ำหวานไป 1 แก้วแล้ว แก้วต่อไปให้ดื่มน้ำเปล่าแทน สลับกันไปแบบนี้ แล้วค่อยเพิ่มปริมาณน้ำเปล่าขึ้น จากสลับกันแก้วต่อแก้ว ก็เปลี่ยนเป็น น้ำหวานหรือน้ำอัดลม 1 แก้ว แล้วตามด้วยการดื่มน้ำเปล่า 2 แก้ว

 ให้ทำแบบนี้ไปจนกว่าจะสามารถเปลี่ยนไปดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียวได้นะ

*อีกวิธีนึงที่น่าสนใจและได้ผลเป็นอย่างมากเลย ก็คือการเปลี่ยนจากน้ำหวานหรือน้ำอัดลม ไปดื่มชาแบบไม่ใส่น้ำตาลหรือแบบหวานน้อยไม่เกิน 10% แทน จะเป็นการช่วยให้สมองรับรู้รสชาติที่มีความหวานอยู่ แต่เป็นความหวานที่ลดลง ซึ่งจะช่วยลดอาการอยากของหวานได้อย่างดี

4.อย่ากดดันตัวเองเกินไป

เมื่อไหร่ก็ตามที่เรากดดันตัวเองมากเกินไป สมองของเราก็จะเก็บกดความรู้สึกนั้นไว้ แล้วระเบิดออกมาทีเดียว

เคยได้ยิน “อาการโยโย่” ใช่ไหม? อาการนี้มีสาเหตุมาจากการที่เราอดหรือควบคุมอาหารที่เราชอบมากจนเกินไป แล้วพอมันระเบิดออกมาละก็ ทีนี้หยุดไม่อยู่แล้วล่ะ

แนะนำว่าให้ปรับอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะสังเกตว่า 3 วิธีแรกที่บอกไปก่อนหน้านี้ จะไม่แนะนำให้หักดิบเลย แต่จะเป็นการค่อย ๆ ปรับลดลงไป เพื่อให้สมองของเราค่อย ๆ เปลี่ยนความเคยชินจะดีที่สุด

มาดูอาหารอาหารที่มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ หวานน้อย ผักหรือ

ผลไม้ที่มีน้ำตาลต่ำแต่มีกากใยสูง

ที่จะเพิ่มเข้าไปในแต่ละมื้ออาหารของเรา ว่ามีอะไรบ้าง?

1.เนื้อสัตว์แบบไม่ติดมัน

ซึ่งก็คือ “เนื้อปลา” ปลาเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดี ย่อยง่าย ไขมันต่ำ ถ้าเรากินเนื้อปลาแทนเนื้อสัตว์เป็นประจำ จะช่วยลดไขมันในเลือดได้ด้วยนะ นอกจากนี้เนื้อปลายังมีฟอสฟอรัสและไอโอดีน ที่ช่วยให้กระดูกแข็งแรง และป้องกันไม่ให้เป็นโรคขาดสารไอโอดีนด้วย

แต่ถ้าใครไม่ชอบกินเนื้อปลาหรือไม่สามารถหาเนื้อปลากินได้ ก็สามารถเลือกกินเนื้อสัตว์แบบไม่ติดมันอย่างเช่น “อกไก่หรือสันในหมู” แทนได้เช่นกัน

2.ไข่

ไข่เป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง และมีแร่ธาตุวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย สามารถหาซื้อได้ง่าย  แนะนำให้ต้มหรือลวกก่อนกินนะ เพื่อลดไขมันจากการทอดไข่

3.ถั่วเมล็ดแห้ง

ถั่วเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดี เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลิสง เป็นต้น

หรือจะกินเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเมล็ดแห้ง เช่น เต้าหู้ เต้าเจี้ยว น้ำนมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ ฯลฯ ก็ได้เช่นกัน

4.ผักใบเขียวและผลไม้ที่มีความหวานน้อย

ผักก็จะเป็นผักจำพวก “ผักใบเขียว” ส่วนผลไม้ก็อย่างเช่น แอปเปิ้ลแดง แอปเปิ้ลเขียว แตงโม ส้ม ฝรั่ง เป็นต้น

ผักและผลไม้เหล่านี้ นอกจากจะมีวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านอนุมูลอิสระแล้ว ยังมีกากใยอาหารที่ช่วยให้คุณพี่อิ่มเร็วและช่วยเรื่องการขับถ่ายได้เป็นอย่างดีครับ

5.กระเทียม

กระเทียมจะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ลดระดับไขมันในเลือด ลดความเสี่ยงการเกิดของมะเร็ง ได้เป็นอย่างดี

ทางคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำให้กินกระเทียมวันละ 7-12 กลีบ ไม่ว่าจะเป็นการกินกระเทียมสด หรือกินผ่านการปรุงอาหาร ก็ได้รับประโยชน์และส่งผลดีต่อสุขภาพเช่นเดียวกันครับ

และสุดท้ายที่นักโภชนาการยากแนะนำเลยก็คือ

“กระเทียมดำ”

กระเทียมดำ คือกระเทียมขาวพันธุ์ปกติ ที่ผ่านกระบวนการหมักบ่ม ภายใต้อุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสม เป็นเวลานาน 30 วัน จนทำให้มีสีดำ ไม่มีกลิ่นฉุน มีรสเปรี้ยวอมหวาน ทานง่าย และที่สำคัญกระเทียมดำมีปริมาณสารสำคัญต่าง ๆ มากกว่ากระเทียมขาวเพิ่มขึ้นถึง 13 เท่าเลยทีเดียว

ที่มา https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/450/

จากงานวิจัยหลายฉบับจากหลายประเทศ พบว่ากระเทียมดำมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีส่วนช่วยป้องกันและลดโอกาสการเกิดโรค NCDs ลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยบำรุงสมอง ลดการกระจายตัวของเซลล์มะเร็ง และทำให้ระบบภูมิต้านทานของร่างกายดีขึ้น

นักโภชนาการ คุณภูวศิษย์ อัครโชคภัคพงศ์

เป็นอย่างไรกันบ้าง พอเห็นภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร เพื่อลดโอกาสการเกิด “โรค NCDs” หรือ “โรคติดต่อไม่เรื้อรัง” กันแล้วใช่ไหม?

ลองนำไปปรับใช้กันดูนะ เชื่อว่าวิธีการนี้จะช่วยให้เรามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ห่างไกลจากโรคร้าย และมีความสุขมากขึ้นในทุก ๆ วันแน่นอน

ทำไมนักโภชนาการถึงได้แนะนำให้ทาน

กระเทียมดำ Benega ?

คงทราบดีแล้วใช่ไหม? ว่าการจะบ่มกระเทียมจนได้เป็นกระเทียมดำนั้น ปกติจะใช้เวลาบ่ม 30 วันเท่านั้น

แต่กระเทียมดำของ Benega นั้นมีวิธีการผลิตที่พิเศษกว่า

 ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์กระเทียมที่เป็น “กระเทียมโทน” เท่านั้น 

และต้องปลูกบนเทือกเขาของเมือง ปีโจว(Pizhou) ประเทศจีน

ซึ่งเป็นแหล่งเพาะปลูกกระเทียมโทนที่ดีอันดับต้น ๆ ของโลก

เนื่องจากอุณหภูมิ 16-19 องศาตลอดทั้งปี และอยู่เหนือระดับน้ำทะเลค่อนข้างสูง

จึงปราศจากมลพิษที่เป็นอันตราย และอุดมไปด้วยสารอาหารมากกว่ากระเทียมโทนที่อื่นในโลก

 นอกจากแหล่งเพาะปลูกที่ดีแล้ว วิธีการเพาะปลูกกระเทียมโทนยังได้รับมาตรฐาน Global Gapระดับคุณภาพส่งออกของประเทศอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น อีกด้วย

เมื่อมีแหล่งเพาะปลูก และวิธีการปลูกกระเทียมที่ได้รับมาตรฐานระดับโลกแล้ว

 กระเทียมดำ Benega ยังมีทีมวิจัยและพัฒนาของบริษัท Jiangsu Foodmeritt Biotech Inc. ที่ใช้เวลามากกว่า 5 ปีในการวิจัย ด้วยเทคโนยีการบ่ม ที่เป็นสูตรเฉพาะหนึ่งเดียวของโลก

กล้าบอกสูตรบ่มเลยว่า กระเทียมดำของ Benega นั้นใช้เวลาบ่มมากถึง 45 วันด้วยอุณหภูมิแปรผันและควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ตลอดระยะเวลาในการบ่ม บวกกับการบ่มเพิ่มอีก 15 วันธรรมชาติ ด้วยอุณหภูมิและควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ ตามรายงานการวิจัยที่บ่งบอกว่าจะทำให้กระเทียมดำของ Benega นั้น ได้สารสำคัญของกระเทียมดำสูงที่สุด

เหตุผลที่กล้าบอกสูตรบ่มขนาดนี้ เป็นเพราะเค้ามั่นใจว่า ต่อให้รู้สูตรการบ่มกระเทียมดำไป ก็ไม่สามารถควบคุมปัจจัยการบ่มเพาะได้เหมือนกับที่ Benega ทำ

เพราะกระเทียมดำ Benega ได้มาตรฐานการผลิตระดับสูง ที่ได้รับการยอมรับจากมาตรสากลจำนวนมากถึง 8 ใบ มั่นใจได้เลยว่า ไม่กระเทียมดำที่ไหนในโลกมีมาตรฐานมากขนาดนี้มาก่อน

กระเทียมดำ Benega นั้นจะเป็นกระเทียมดำที่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงมาก ด้วยสูตรการบ่มกระเทียมเฉพาะหนึ่งเดียวของโลก ทำให้ Benega มั่นใจว่า กระเทียมดำที่ผลิตออกมาทุกหัว จะมีสารอาหารที่อัดแน่นมากกว่า มีสัมผัสที่แห้งกว่า รสชาติดีกว่า กินง่ายกว่า

 และจากสารอาหารที่อัดแน่นมากกว่า จึงทำให้กระเทียมดำของ Benega นั้น ทำให้ปริมาณการกินในแต่ละวัน ไม่จำเป็นต้องเยอะเลย

เพียงวันละ 1 หัวก็ได้รับสารอาหารที่เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันแล้ว

ด้วยประสบการณ์ที่ทำอุตสาหกรรมนี้มาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี จึงมั่นใจได้ว่า กระเทียมดำของ Benega มีสารอาหารสำคัญที่เข้มข้นสูงจริง ๆ

ที่สำคัญทางแบรนด์ Benega มีคุณหมอและมีนักโภชนาการ เป็นที่ปรึกษาให้กับทีมงานของแบรนด์โดยตรง จึงอยากแนะนำให้คุณได้ลองกินกระเทียมดำของ Benega เป็นประจำ เพื่อสุขภาพที่ดีและห่างไกลจากกลุ่มโรค NCDs หรือก็คือโรคที่เกิดจากพฤติกรรมของเราเอง ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรค ไม่ว่าจะเป็น ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดตีบตัน ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน อาการนอนไม่หลับ สมองเสื่อม และภูมิแพ้ด้วย

เคล็ดลับที่ไม่อยากให้เป็นความลับอีกต่อไปของกระเทียมดำ Benega

ความจริงเบื้องหลัง Benega จากหนึ่งในผู้บริหารของแบรนด์คุณกรองแก้ว

ผู้บริหารด้านการตลาดแบรนด์ Benega

ถ้าคุณดูวิดีโอนี้จบ คุณจะค้นพบว่า เบาหวาน ความดัน เส้นเลือดตีบตัน ภูมิแพ้ นอนไม่หลับ ขับถ่ายไม่สะดวก สามารถดีขึ้นได้ง่าย ๆ ด้วยวิถีธรรมชาติ ไม่ใช้ยา เพียงแค่ทานกระเทียมดำ Benega วันละ 1 หัวเท่านั้น

เชื่อว่าหลายคนคงเป็นเหมือนกันใช่ไหมคะ? กับความรู้สึกเหนื่อยง่าย ใจสั่น อ่อนเพลียบ่อย วิงเวียนศีรษะ นอนไม่หลับหรือหลับยาก แถมระบบขับถ่ายไม่ดีอีกต่างหาก เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนจากร่างกาย ที่บอกว่าโรคร้ายกำลังมาเยือนนะคะ

ก่อนหน้านี้เราก็เป็นค่ะ รู้สึกว่าตัวเองเหนื่อยง่าย มีความเครียดจากเรื่องงาน ทำให้นอนไม่ค่อยหลับ ขับถ่ายไม่เป็นเวลาหรือบางวันก็ไม่ถ่ายเลย อีกเคสหนึ่งเป็นคนใกล้ตัว ซึ่งก็คือคุณพ่อของเราเอง ท่านอายุเยอะแล้ว เป็นธรรมดาที่โรคภัยไข้เจ็บจะถามหา โดยเฉพาะความดันและคอเลสเตอรอลที่สูงมาก แถมเสี่ยงเบาหวานด้วยค่ะ เพราะค่าน้ำตาลในเลือดก็สูงเช่นกัน เราทำอะไรไม่ได้เลย ทำได้แค่ดูแลตามอาการเท่านั้นค่ะ

เราทำบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการนำเข้าสินค้าเกษตรอยู่แล้ว เช่น พริกแห้ง หัวหอม กระเทียมสด มะขามเปียก เป็นต้น และเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เราไปเยี่ยมชมโรงงานของซัพพลายเออร์ที่ประเทศจีน ซึ่งเราไปเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้เราได้เห็นไลน์ผลิตของเขาที่มีกระเทียมดำอยู่ด้วย

ตัวกระเทียมสดเนี่ย เรารู้กันอยู่แล้วว่ามันมีคุณสมบัติบำรุงร่างกายที่ดีมาก แต่มีกลิ่นที่ฉุนและรสเผ็ด ตอนนั้นด้วยความสงสัยเราเลยขอลองชิมดู เชื่อไหมคะ? ว่าไม่รู้สึกถึงความเผ็ดความฉุนที่เป็นเอกลักษณ์ของกระเทียมเลย

แต่จากที่ได้ลองทานกระเทียมดำของทางซัพพลายเออร์แล้ว เราประทับใจในเรื่องของกลิ่นและรสชาติ เลยศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องของคุณสมบัติของกระเทียมดำ ทั้งในอินเตอร์เน็ตและงานวิจัยจากทั้งในและต่างประเทศ

รู้ไหมคะ? ว่ากระเทียมดำที่ต่างประเทศนั้นมีมานานกว่า 20 ปีแล้วค่ะ ที่ไทยเองก็มีมาเป็น 10 ปีแล้วเช่นกัน แต่เราก็ไม่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับกระเทียมดำเลย และเราก็พบว่ากระเทียมดำมีสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิดในปริมาณที่สูงมาก ซึ่งช่วยแก้ปัญหาให้เราได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาการอ่อนเพลียง่าย นอนไม่หลับ การขับถ่ายไม่ดี นอกจากนี้เรื่องของความดัน คอเลสเตอรอล เบาหวาน ของคุณพ่อเราก็ช่วยได้ด้วย

เราจึงตัดสินใจที่จะทำกระเทียมดำสูตรเฉพาะของตัวเองขึ้นมา โดยให้ทีมวิจัยได้ทำการวิจัยว่าจะต้องทำอย่างไร ให้ได้กระเทียมดำที่มีคุณภาพสูงสุด เพราะเราจะทานเองและให้คุณพ่อทานด้วย จะทำแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุดใช่มั้ยล่ะคะ? นี่แหละค่ะ ที่มาของกระเทียมดำ Benega

กระเทียมดำ Benega ผลิตภายใต้อุดมการณ์ที่ว่า

“Simply Good Life”

หมายความว่า “สิ่งที่ดีต่อชีวิตและร่างกาย ต้องเรียบง่าย และมาจากธรรมชาติ”

เพราะเราไม่อยากให้ผลิตภัณฑ์ของเราถูกผลิตออกมาแล้ว รับประทานยากหรือมีขั้นตอนในการทานที่วุ่นวาย หรือมีคุณภาพที่ไม่ดีไม่ได้มาตรฐาน

เราจึงเข้มงวดกับขั้นตอนการผลิตมาก ๆ เลยค่ะ เริ่มตั้งแต่การปลูก เก็บเกี่ยว คัดเลือกกระเทียมที่ได้มาตรฐานเท่านั้น การบ่มกระเทียมที่ต้องควบคุมความชื้นและอุณหภูมิอย่างแม่นยำ เพื่อให้ได้สารต้านอนุมูลอิสระของกระเทียมดำสูงที่สุด และได้รสชาติที่ดีที่สุดด้วย 

การวิจัยกระเทียมดำและการผลิตที่เราเล่ามาทั้งหมดนี้ ใช้งบประมาณไปหลายล้านบาทเลยล่ะค่ะ แต่เราก็ยอมจ่ายเพื่อสุขภาพของคนในครอบครัว เท่านี้ถือว่าคุ้มค่ามาก

พอเราได้ตัวกระเทียมดำมาแล้ว เราก็ลองทานดูเลยค่ะ เพราะมั่นใจในเรื่องของคุณภาพการผลิตแล้ว ต้องมาดูผลลัพธ์กันแล้วค่ะ เรื่องของรสชาติไม่มีความฉุนหรือความเผ็ดร้อนเลย แถมให้รสสัมผัสเหมือนเจลลี่ หนึบ ๆ ส่วนคุณพ่อเราที่เป็นคนเกลียดการกินกระเทียมมาก ๆ ยังบอกว่าอร่อยเลยค่ะ ท่านบอกว่ารสชาติเหมือนลูกพรุน กินง่ายเหมือนขนมเลยไม่น่าเชื่อใช่มั้ยล่ะคะ? ว่ากระเทียมที่มีกลิ่นรุนแรงและรสชาติเผ็ดจนแสบปากจะอร่อยได้ขนาดนี้

ปัจจุบันที่บ้านของเราก็ทานกันทุกคนเลยค่ะ แค่วันละ 1 หัวเท่านั้น

ตัวเราเองก็นอนหลับง่าย และหลับได้สนิทมากขึ้น ไม่ปัญหาเรื่องการขับถ่ายเลย

ส่วนคุณพ่อที่เคยมีปัญหาเรื่องความดันและคอเลสเตอรอลสูง ก็ดีขึ้นมากเลยค่ะ ล่าสุดไปตรวจสุขภาพประจำปี ไม่ว่าจะเป็นค่าความดัน ค่าไขมันและค่าน้ำตาลในเลือด ออกมาเป็นปกติหมดเลย

พอเรากับคุณพ่อสุขภาพดีขึ้นจากกระเทียมดำ Benega แล้ว เราก็เริ่มให้คนใกล้ตัวทาน เริ่มจากคนในครอบครัว และก็ตามมาด้วยเพื่อนในกลุ่มเราที่มีปัญหาเดียวกัน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันเลยค่ะ ว่า “อร่อย ทานง่าย ไม่ยุ่งยาก แค่ทานวันละหัวเอง” เรื่องเบาหวาน ความดัน เส้นเลือดตีบตัน ภูมิแพ้ นอนไม่หลับ ขับถ่ายไม่สะดวก ดีขึ้นมากเลยค่ะ

ไม่อยากให้ทุกคนคิดว่า เราเป็นผู้บริหารแบรนด์จะพูดยังไงก็ได้ เลยอยากให้ลองด้วยตัวเองค่ะ เพราะเรามั่นใจในคุณภาพของกระเทียมดำ Benega ของเราจริง ๆ รับรองโดยสถาบันมาตรฐานถึง 8 แห่ง รวมไปถึงอย.และฮาลาลด้วยนะคะ

และด้วยความที่มีสารต้านอนุมูลอิสระเข้มข้นสูง จึงทานเพียงวันละ 1 หัว ก็เพียงพอกับที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันแล้ว เรื่องราคาก็ตกเดือนละ 300 กว่าบาทเท่านั้นเอง แลกมากับสุขภาพที่แข็งแรงอย่างยั่งยืนแบบนี้ ถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ เลยนะคะ

“อยากให้ทุกคนหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้นค่ะ เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ถ้าเราสามารถป้องกันไว้ได้ ก็ดีกว่าต้องมานั่งรักษาทีหลังใช่ไหมคะ?”

– คุณกรองแก้ว

ผู้บริหารด้านการตลาดแบรนด์เบเนก้า

ใครบ้าง? ควรทานกระเทียมดำ Benega

อยากเริ่มดูแลตัวเองให้มีสุขภาพแข็งแรงอยู่เสมอ

ดูแลตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่ามานั่งรักษาทีหลัง

มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเป็นกลุ่มโรค NCDs

คนที่นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือหลับไม่สนิท หลับตื่น ๆ เป็นประจำ

โรคภัยเริ่มถามหา อยากบำรุงร่างกายให้แข็งแรงมากขึ้น

กระเทียมดำ Benega หนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่

ได้รับการรับรองมาตรฐานมากขนาดนี้

คำถามที่พบบ่อย(FAQ) เกี่ยวกับกระเทียมดำ Benega

1. คำถาม : กระเทียมดำแบบ “แกะเปลือก” และแบบ “ไม่แกะเปลือก” แตกต่างกันอย่างไร?

ตอบ : แตกต่างที่มีเปลือกกับแกะเปลือกเท่านั้นเองครับ ส่วนเรื่องคุณสมบัติสารอาหาร คุณภาพ และมาตรฐานต่าง ๆ นั้นเป็นมาตรฐานเดียวกัน จำนวนในการทานก็ทานเพียงวันละ 1 หัวเช่นเดียวกัน ส่วนรสชาตินั้นก็ใกล้เคียงกันแทบไม่มีอะไรต่างกันเลยครับ


2. คำถาม : มีผลข้างเคียงหรือสารตกค้างหรือไม่?

ตอบ : ไม่มีผลข้างเคียงหรือสารตกค้างครับ กระเทียมดำของเรามีมาตรฐานระดับโลกถึง 8 ใบ และมีมาตรฐานที่มีหนึ่งเดียวในไทยคือมาตรฐาน BRCS เป็นมาตรฐานที่ควบคุมอาหารตั้งแต่ขบวนการปลูก การผลิต และการบรรจุภัณฑ์ แบรนด์ Benega ของเรายังมีคุณหมอเป็นที่ปรึกษาดูแลประจำแบรนด์ด้วยครับ จึงมั่นใจได้ว่าปลอดภัยและไม่มีสารตกค้างอย่างแน่นอนครับ เนื่องจากกระเทียมดำของเราได้เข้าห้องแลปในการตรวจสารตกค้างเรียบร้อยแล้ว ลูกค้าสามารถทานได้อย่างสบายใจเลย ว่าปลอดภัย ไร้สารตกค้าง และได้รับผลประโยชน์จากกระเทียมดำแบบเต็ม ๆ


3. คำถาม : ต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะเห็นผล? 

ตอบ : ช่วง 7 วันถึง 10 วันแรก จะเริ่มเห็นผลเรื่องนอนหลับสนิทมากขึ้น ตื่นขณะกลางดึกน้อยลง หรือนอนได้ยาวนานขึ้น เนื่องจากกระเทียมดำนั้นมีสาร GABA สูง และสูงกว่าข้าวกล้องหลายเท่า และจะเห็นผลเรื่องระบบขับถ่ายดีมากขึ้น เนื่องจากกระเทียมดำเป็นพรีไบโอติก ที่มีอาสารอาหารจำนวนมาก

ช่วง 1 ถึง 3 เดือน จะเริ่มเห็นผลเรื่องความดัน เบาหวาน ไขมัน คอเลสเตอรอล ที่ดีมากขึ้น เนื่องจากกระเทียมดำนั้นมีสาร S-allyl cysteine(SAC), Flavonoids, S-allyl melcaptocystein (SAMC), Polyphenol, Y-aminobutyric acid (GABA) ที่ช่วยปรับสมดุลของความดัน เบาหวาน ไขมัน และคอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับปกติ ซึ่งสารทั้งหมดนั้นเป็นสารจากธรรมชาติไม่ทำลายตับและไต


4. คำถา : ต้องทานวันละกี่หัว? ทานมากกว่า 1 หัวใน 1 วันได้หรือไม่?

ตอบ : กระเทียมดำ Benega ได้ผ่านการตรวจสอบในห้องแลปเพื่อตรวจสารอาหารเรียบร้อยแล้ว ได้ผลออกมาว่า ทานแค่เพียงวันละ 1 หัวก็เพียงพอต่อร่างกายที่เราต้องการ

และยังสามารถทานมากกว่าวันละ 1 หัวได้ โดยไม่มีผลข้างเคียงต่อร่างกาย แต่ไม่แนะนำให้ทานมากกว่า 5  หัวต่อวัน ซึ่งอาจจะทำให้เกิดร้อนในได้ เพราะว่ากระเทียมดำ Benega ของเรานั้นบ่มมาเข้มข้นมากและใช้ระยะเวลาในการบ่มนานถึง 60 วันด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และมาตรฐานระดับโลก


5. คำถา : ทานแทนยาได้ไหม?

ตอบ : ไม่แนะนำให้ทานแทนยาครับ แต่อยากให้คุณหมอเป็นคนลดปริมาณยาในการทานมากกว่า เมื่อร่างกายและสุขภาพเป็นปกติแล้ว คุณหมอก็จะเลิกจ่ายยาให้ลูกค้าทาน แต่ลูกค้าก็สามารถทานกระเทียมดำต่อเนื่องได้เพื่อบำรุงและดูแลสุขภาพต่อไป เพราะกระเทียมดำนั้นมีสารอาหารที่สูง สามารถช่วยต้านมลพิษ เสริมภูมิคุ้มกัน และต้านไวรัสได้อีกด้วย


6. คำถาม : ทำไม Benega ราคาแพงกว่าเจ้าอื่น?

ตอบ : ถ้าเทียบเป็นน้ำหนักต่อราคาของ Benega นั้นจะแพงกว่าเจ้าอื่น แต่ถ้าเทียบเป็นปริมาณในการทานต่อเดือนนั้น Benega จะถูกกว่าเจ้าอื่น เพราะว่ากระเทียมดำของเรานั้นทานในปริมาณที่น้อย เพียงแค่วันละ 1 หัว ซึ่งจะแตกต่างจากแบรนด์อื่น ที่ลูกค้าต้องทานวันหนึ่ง 4-6 หัว

สาเหตุที่ทำให้น้ำหนักของกระเทียมดำ Benega ของเรานั้นน้อยกว่า เป็นเพราะว่าระยะเวลาในการบ่มกระเทียมของ Benega แตกต่างแบรนด์อื่น กระเทียมดำของ Benega ใช้เวลาบ่มนานถึง 60 วัน ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และมาตรฐานระดับโลก ทำให้ได้สารอาหารในกระเทียมดำที่สูง จึงไม่จำเป็นจะต้องทานเยอะ และระยะเวลาบ่มที่นานก็จะทำให้กระเทียมดำนั้นมีน้ำหนักเบาลง เช่นเดียวกับเนื้อสัตว์หรือผักผลไม้ที่ถูกนำไปควบคุมอุณหภูมิและควบคุมความชื้นในระยะเวลานาน

กระเทียมดำ Benega ผลิตและจำหน่ายอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง และแบรนด์ Benega เรายังมีคุณหมอเป็นที่ปรึกษาดูแลประจำแบรนด์ ลูกค้าไว้วางใจได้เลยว่า ราคาที่จ่ายมานั้นคุ้มค่าอย่างที่ไม่เคยจ่ายที่ไหนมาก่อน


7. คำถาม : เด็กทานได้ไหม? ต้องอายุเท่าไหร่ถึงจะทานได้?

ตอบ : เด็กสามารถทานได้ครับ เพราะว่ากระเทียมดำนั้นสารอาหารใกล้เคียงกันกับกระเทียมสด แต่แต่กระเทียมดำนั้นมีสารอาหารเข้มข้นกว่ากระเทียมสดถึง 13 เท่า และมีสารอาหารสำคัญที่กระเทียมสดไม่มีคือสาร S-allylcysteine (SAC) ในช่วงเริ่มต้นแนะนำให้ประมาณ 12 ปี จากทางอย. ที่แนะนำ ตรงส่วนนี้ถ้าอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามทาง Admin ได้เลยนะครับเดี๋ยวทาง Admin จะประสานงานและสอบถามกับคุณหมอโดยตรงให้ครับ

สอบถามเพิ่มเติม